Knowledge

เลือกชนิด VPN Site-to-Site: PPTP, L2TP, IPSec ต่างกันอย่างไร

29 พ.ย. 2018 · IPSec · L2TP · MikroTik · PPTP · VPN

สิ่งที่ควรรู้ในการทำ VPN Site to Site
1. VPN Standard ที่จะใช้
PPTP – ง่าย ได้ throughput เยอะ แต่ Security ห่วยแตก ใครใช้อยู่ควรเลิก ส่วนลูกค้าท่านใดจะมีคนมาทำ PPTP ให้ควรเปลี่ยนไปใช้ทีมอื่นซะ
L2TP – Set ไม่ยาก ปลอดภัย เพราะใช้ IPSec ครอบได้ Throughput กลางๆ ถ้า Hardware มีชิป IPSec ไว้ถอดรหัสก็จะเร็วขึ้น แต่มีปัญหาคือ ไม่สามารถเชื่อมต่อแบบ Client to Site แบบหลายๆคนจากที่เดียวกันได้ เพราะมีปัญหาด้าน IP Address ในการเอามาทำ Encapsulate
SSTP – ปลอดภัยดีมาก แต่ Set ยากโคตรเพราะต้องออก Cert มาใช้งานร่วมกันด้วย แถมมีแต่ Windows ที่รองรับ แต่ถ้าทำ Site to Site ก็ต้องดูด้วยว่าอุปกรณ์ ต้นทางและปลายทางรองรับหรือเปล่า แต่มีข้อดีคือเป็น VPN ตัวเดียวที่ทะลุประเทศจีนได้โดยที่ไม่โดน Block
OpenVPN – Set ยากสุดในจักรวาล Marvel เรื่องเยอะเป็นที่สุด แต่ Custom ได้ละเอียดโคตร จะใช้ Port อะไร ใช้ Security แบบไหนได้หมด แถมอุปกรณ์ที่รองรับก็มีไม่เยอะเท่าไหร่
2. ออกแบบ IP Address
เมื่อเราเลือก VPN Standard ที่จะเชื่อมได้แล้ว ต่อมาก็ต้องออกแบบ IP Address สำหรับเป็น Link VPN ง่ายสุดก็คือขึ้นวงใหม่ที่เป็น /30 มาทำหัวท้ายเลย จบข่าว
3. ทำ Routing
แต่พอเชื่อม VPN ได้แล้วก็ไม่ได้แปลว่า มันจะเชื่อม Site 2 ข้างเข้าหากันแบบวิ่งถึงกันนะครับ คุณต้องทำ Routing ให้มันด้วย
ถ้า Network ไม่เยอะ ก็อาจจะทำ Static Route แต่ถ้าเยอะ ก็ทำ Dynamic Routing ไปจะง่ายมาก ทำ RIP หรือ OSPF ก็ได้
4. ประเมิน Bandwidth ที่จะมาวิ่งบน VPN
ถ้าใช้เชื่อมแล้วส่ง Data ไม่เยอะเท่าไหร่ เน็ตบ้านๆ ก็พอไหวนะครับ เพราะเน็ต 100Mbps เอามาทำ L2TP-IPSec จะได้ประมาณ 80Mbps ครับ แต่ Bandwidth ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Router ด้วยนะครับ ว่ามีปัญญาส่ง Data ได้ขนาดนั้นจริงๆหรือเปล่า ดังนั้นอย่าลืมเช็ค Spec Sheet ด้วย
โดยรวมถ้าคุณทำ 4 อย่างนี้ Link VPN ของคุณก็จะมีประสิทธิภาพที่โอเคครับ ใช้งานได้จริง ผมเอา Link VPN ความเร็วประมาณ 100Mbps มาทำ Express แบบข้าม Site ก็พอไหวนะ เพราะ Table ไม่ใหญ่มาก ถ้าใหญ่กว่านี้ก็จะย้ายไปทำแบบ RDP แทนและ
ท่านใดสนใจให้ ไปวางระบบ Network เพื่อที่จะได้ เจ็บแล้วจบๆ ไปไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องงี่เง่า เอาเวลาไปหาเงินดีกว่า

ปรึกษาทีม VROnline